ไข้หวัด โรคที่มากับฤดูหนาว พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

ไข้หวัด โรคที่มากับฤดูหนาว พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นตัวการชั้นดีในการกระจายของไวรัส จึงต้องระวังโรคที่มากับฤดูหนาว โรคในฤดูหนาวที่พบบ่อยและควรระวังนั้นมีทั้งหมด 7 โรค ดังต่อไปนี้

1.ไข้หวัด
โรคที่มากับหน้าหนาวที่พบบ่อยที่สุดคือไข้หวัด เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเราจะพบว่าเป็นหวัดได้ง่ายและบ่อยกว่าปกติ ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มไวรัสต้นเหตุแล้วมีมากกว่า 100 ชนิด จึงทำให้อาการหวัดของแต่ละคนต่างกันออกไป เช่น เชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) ในผู้ใหญ่อาจทำให้เกิดหวัดธรรมดา มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ไอ จาม แต่หากเชื้อเดียวกันนี้เกิดขึ้นในเด็กอาจทำให้เป็นปอดอักเสบ มีไข้ ไอหอบเหนื่อย และอาจอันตรายถึงแก่ชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคหวัด เนื่องจากมีเชื้อไวรัสหลายชนิด แต่เราสามารถป้องกันโรคหวัดได้ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คันคอ ไอ จาม มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว ควรนอนหลับพักผ่อนให้มาก ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และรับประทานยาบรรเทาอาการหวัด อาการจะดีขึ้นได้ภายใน 1 สัปดาห์

2.ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เป็นโรคที่มากับหน้าหนาวที่พบมากรองจากไข้หวัด เกิดจากอินฟลูเอ็นซาไวรัสที่มีอยู่ 2 ชนิดคือ influenza A และ B ซึ่งจะมีการแพร่กระจายอย่างมากในช่วงหน้าหนาว อาการของไข้หวัดใหญ่จะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดาแต่รุนแรงกว่า คือมีอาการไข้ขึ้นสูง หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง อาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ต้องแยกไข้หวัดใหญ่ออกจากไข้หวัดธรรมดาให้ได้ เพราะไข้หวัดใหญ่มีอาการที่รุนแรงและยาวนานกว่า อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ฯลฯ นอกจากนี้คนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดอยู่เดิม อาจมีอาการแพ้หรือมีอาการหอบรุนแรงมากขึ้น

โดยปกติโรคไข้หวัดใหญ่จะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ และสามารถรักษาตามอาการได้ หากมีไข้ก็เช็ดตัวบ่อยๆ พักผ่อนมากๆ รับประทานยาลดไข้ ถ้าไอมากหรือมีน้ำมูกก็รับประทานยาแก้ไอและยาลดน้ำมูกตามอาการ เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น หอบเหนื่อย ซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง หากกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

3.ปอดบวม
โรคปอดบวม เกิดจากภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ทำให้มีหนองและสารน้ำในถุงลม จนเนื้อปอดบริเวณนั้นไม่สามารถรับออกซิเจนได้ตามปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการไอ คัดจมูก จาม มีเสมหะมาก มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน หนาวสั่น แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด จึงถือได้ว่าเป็นโรคที่มากับหน้าหนาวที่อันตรายไม่แพ้โรคอื่นๆ ซึ่งมักพบหลังจากเป็นไข้หวัดเรื้อรัง หรือในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

แม้จะเป็นโรคที่มีอาการรุนแรงและสามารถทำให้เสียชีวิตได้ แต่โรคปอดบวมนั้นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เพราะร่างกายสร้างระบบป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ปอดไว้อย่างสลับซับซ้อน เริ่มจากในจมูกมีขนเพื่อกรองเอาฝุ่นละออง รวมถึงเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปในทางเดินหายใจ รอบ ๆ คอก็มีต่อมน้ำเหลืองที่รู้จักกันดีคือ ต่อมทอนซิล คอยดักเอาเชื้อโรคไม่ให้รุกล้ำเข้าไป นอกจากนี้ยังมีลิ้นปิด-เปิดกล่องเสียง ซึ่งหากมีสิ่งแปลกปลอมหลงเข้าไปในหลอดลมร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาขย้อนเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา เป็นต้น แต่หากมีอาการของโรคปอดบวมดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

4.หัด
โรคหัด เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อรูบีโอลาไวรัส (Rubeola virus) มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน และเกิดกับเด็กอายุระหว่าง 2-12 ปี อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดาคือ น้ำมูกไหล ไอแห้ง ตาและจมูกแดง มีไข้สูง เมื่อมีไข้ติดต่อกัน 3 – 4 วัน จะมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ซึ่งจะค่อยๆ โตและมีสีเข้มขึ้น แล้วยังมีตุ่มใสๆ ขึ้นในปาก กระพุ้งแก้ม และฟันกราม ซึ่งจะเกิดเฉพาะในโรคหัด หลังจากผื่นออกประมาณ 2 – 3 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้นและหายได้เอง

แม้หัดจะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ติดต่อกันง่ายมากผ่านการไอ จาม หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป จึงเป็นอีกหนึ่งโรคที่มากับหน้าหนาวที่ควรระวัง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีสมาชิกตัวน้อยๆ เมื่อพบอาการดังกล่าวควรพาเด็กที่ป่วยไปพบแพทย์ และให้หยุดเรียนเพื่อพักผ่อนอยู่กับบ้าน รวมถึงรับการฉีดวัคซีนรวมหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ตามช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เพื่อช่วยป้องกันโรค

5.อุจจาระร่วง
โรคอุจจาระร่วงเป็นอีกหนึ่งโรคที่มากับหน้าหนาวที่ควรระวัง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า (Rotavirus) ช่วงที่ระบาดมากที่สุดคือช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางปาก ผ่านไปยังกระเพาะอาหารแล้วแบ่งตัวที่ลำไส้ พบบ่อยในเด็กอายุ 6 – 12 เดือน เนื่องจากเป็นวัยที่มีภูมิต้านทานต่ำและมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของเข้าปาก เชื้อจึงเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น อาการของโรคคือมีไข้ ท้องเสียอย่างรุนแรงและอาเจียนอย่างหนัก บางรายที่เสียน้ำมากอาจถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิต จึงควรให้ผู้ป่วยจิบเกลือแร่บ่อย ๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หากอาการหนักต้องรีบไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ไข้ และน้ำเกลือแร่ หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้อาจต้องให้เกลือแร่ผ่านน้ำเกลือ

6.ไข้สุกใส
ไข้สุกใส หรือ โรคสุกใส ระบาดมากในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) ติดต่อผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง สัมผัสของใช้ หรือสูดลมหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป มีระยะฟักตัวในร่างกาย 10-20 วัน เป็นอีกหนึ่งโรคที่มากับหน้าหนาวที่พบมากในเด็กวัยเรียนที่มีอายุ 5 – 15 ปี ในผู้ใหญ่จะพบได้น้อยกว่า โดยมักจะเกิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคนี้แล้วก็จะไม่กลับมาเป็นอีก

อาการแสดงที่สามารถพบได้คือมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร ผื่นแดงจะเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ แล้วกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ ข้างในและคัน ต่อมาตุ่มน้ำจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้นก็จะตกสะเก็ดไปเองภายใน 5-10 วัน

ปัจจุบันมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคสุกใสแล้วแต่ราคาค่อนข้างแพง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้สูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลเด็ก ครูอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษา อาจรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้ได้

7.ผิวหนังแห้ง ลอก และคัน
โรคผิวหนังเป็นอีกหนึ่งโรคที่มากับหน้าหนาวซึ่งทุกคนมีโอกาสเป็น โดยปกติความชื้นในอากาศจะลดลงเมื่ออากาศหนาว ความชื้นที่ผิวหนังจึงลดลงด้วย ทำให้ผิวแห้ง ลอก และคัน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีภาวะผิวแห้งหรือต่อมไขมันทำงานลดลง และในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้อาการกำเริบจนผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่อาบน้ำนาน อาบน้ำด้วยสบู่อ่อนๆ ไม่ขัดผิว ไม่แช่น้ำอุ่นนานๆ หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวขณะที่ผิวยังหมาดๆ อยู่ ถ้าริมฝีปากแตกควรทาด้วยลิปมันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น